 |
ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร
ใจกลางกรุงเทพฯ ที่มีสีเขียว และความรมรื่นของตนไมแหงนี้ มีเสียงแหงประวัติศาสตรกองอยู ณ ที่นี้... เสียงสะทอนแหงที่มา ของกรุงรัตนโกสินทรเมื่อครั้งสถาปนากรุงเทพมหานครเปนเมืองหลวงแหงใหม ไดถูกจารึกเปนเครื่องหมายไวที่นี่ ดวย "หลักเมือง" พรองเสียงร่ำรองจากอดีตถึงพิธีกรรมในการตั้งหลักเมือง นับเนื่องจากอดีต พิธีการตั้งเสาหลักเมืองไมใชแบบแผน ของชาวพุทธ แตเปนธรรมเนียมของพราหมณที่มีมาแตสมัยอินเดีย เรื่องของพิธีกรรมและไสยศาสตร จึงเขามาเกี่ยวของ และเกิด เสียงเลาขาน เปนเรื่องราวพิสดารจากผูเฒาในกาลกอนวา…
ครั้งโบราณถือว่าพิธีสร้างพระนคร หรือสร้างบ้าน สร้างเมือง จะศักดิ์สิทธิ์ต้องทำพิธีฝังอาถรรพ์ ๔ ประตูเมือง และต้องฝังเสาหลัก เมืองแม้เสามหาปราสาทก็เช่นกัน การฝังอาถรรพ์ กระทำด้วยการป่าวร้องรียกผู้คนที่มีชื่อ อิน, จัน, มั่น และคง ไปทั่วเมือง เมื่อ ชาวเมืองเคราะห์ร้ายขานรับ ก็จะถูกนำตัวมาสถานที่ทำพิธี และถูกจับฝังลงหลุมเป็นๆ ทั้ง ๔ คน เพื่อให้ดวงวิญญาณของคน เหล่านั้นอยู่เฝ้าหลักเมือง เฝ้าปราสาท และประตูเมือง คอยคุ้มครองบ้านเมือง.. ป้องกันอริราชศัตรูและปัดเป่าโรคภัยมิให้เกิด แก่คนในนคร เรื่องราวเช่นนี้ มีเล่าสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
แมในการตั้งเสาหลักเมืองแหงกรุงเทพมหานคร ก็ยังมีการกลาวถึงวาเมื่อครั้งพระบามทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ทรงสถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นเปนราชธานี พระองคทรงโปรดเกลาใหตั้งพิธียกเสาหลักเมือง เพื่อเปนศูนยรวมจิตใจ สรางความรมเย็นเปนสุขใหแกราษฎรและเพื่อเปนนิมิหมายแสดงที่ตั้งแหงพระนคร เมื่อวันที่ ๒๑ เดือนเมษายน ปพุทธศักราช ๒๓๒๕ ซึ่งเสาหลักเมืองที่ใชเปนเสาไมชัยพฤกษ ที่ประกับดานนอกดวยไมแกนจันทนที่มี เสนผาศูนยกลาง ๗๕ เซนติเมตร สูง ๒๗ เซนติเมตร ที่มีความสูง ๑๘๗ นิ้ว และบรรจุดวงเมืองไวที่ยอดเสารูปบัวตูมบรรจุดว งชะตาของกรุงเทพฯ
แลวไดมีการสรางเสาหลักเมืองใหมในสมัยรัชกาลที่ ๔ แทนของเดิมที่ชำรุดเปนไมชัยพฤกษสูง ๑๐๘ นิ้ว ฐานเปนแทนกวาง ๗๐ นิ้วมีอาคารยอดปรางคอยางที่เห็นในปจจุบัน ในครั้งนั้นเลากันเปนเรื่องพิสดารวากอนตั้งเสาหลักเมือง พราหมณไดถือเอาฤกษตามวันเวลา ภายในศาลหลักเมืองยังมีเทวรูปเจาพอสำคัญอีก ๕ องค คือ เทพารักษ เจา พอหอกลอง พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง เจาพอเจตคุปต และพระกาฬไชยศรี

ซึ่งหญิงมีครรภจะเดินเขามาใกลปากหลุม ครั้งถึงวันเวลานั้น หญิงมีครรภคนหนึ่งเดินมาใกลปากหลุมจึงถูกผลักลงหลุมไป และทำพิธีตั้งเสาหลักเมืองฝงรางหญิงคนนั้นไวกับเสา เรื่องราวนาเวทนาที่ใชชีวิตคนเปนๆ ฝงไวกับเสานี้ ไมมีขอมูลใดๆ มายืนยัน คงเปนแตเพียงเรื่องที่เลาตอๆ กันมาแมในพงศาวดารก็ไมมีบันทึก ดวยการตั้งเสาหลักเมืองถือเปนพิธีมหามงคล ซึ่งพระมหากษัตริยกระทำเพื่อใหเกิดความรมเย็นเปนสุขแกราษฎร การนำชีวิตผูคนมาฝงทั้งเปน ซึ่งไมใชเรื่องมงคลจึงไมนาเปนเรื่องจริง แตอาจเปนดวยกาลเวลาหรือผูเลาเห็นแปลกในการประกอบพิธีกรรมอยางพราหมณจึงแตงเติมเรื่องราว ใหดูแปลกไป เหมือนอยางนิยายปรัมปรา
ในกาลต่อมา เมื่อเสาหลักเมืองและตัวศาลเริ่มชำรุดด้วยกาลเวลาที่ล่วงไป จนลุเข้าสู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระองค์ผู้ทรงปรีชาชาญในด้านโหราศาสตร์ ได้ตรวจดวงชะตาบ้านเมือง และพบว่าดวงชะตาของ พระองค์เป็นอริแก่ลัคนาดวงเมือง จึงโปรดเกล้าให้ขุดเสาหลักเมืองเดิม และจัดทำเสาหลักเมืองขึ้นใหม่ ด้วยแกนไม้สักประกับ นอกด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ๖ แผ่น บรรจุดวงเมืองในยอดเสาทรงมัณฑ์ที่มีความสูงกว่า ๕ เมตร และอัญเชิญหลักเมืองเดิม และหลัก เมืองใหม่ประดิษฐานในศาลใหม่ที่มียอดปรางค์ ก่ออิฐฉาบปูนขาว เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๙๕
จากนั้นมา ศาลหลักเมืองก็ได้รับการปฏิสังขรณ์อีกหลายครั้ง จวบจนปัจจุบัน ศาลหลักเมืองได้รับการบูรณะอย่างสวยงาม ภายในตัวมณฑปด้านทิศเหนือได้ถูกจัดสร้างเป็นซุ้มสำหรับประดิษฐานเทพารักษ์ทั้ง ๕ คือ เจ้าพ่อหอกลอง, เจ้าพ่อเจตคุปต์, พระเสื้อเมือง, พระทรงเมือง, และพระกาฬไชยศรี โดยมีเสาหลักเมืองในรัชกาลที่ ๔ ตั้งอยู่ด้านหน้า และเสาหลักเมืองในรัชกาลที่ ๑ ตั้งอยู่ทางช่องประตูมุขขวา ในวันนี้ เสียงลือเสียงเล่าถึงเรื่องราวของผู้สังเวยชีวิตที่ก้นหลุมเสาหลักเมือง ได้ลางเลือนไปตาม วันเวลา เป็นเรื่องเล่าปรัมปราที่ยังไร้เหตุแห่งความจริง
คงเหลือไว้เพียงภาพปัจจุบัน ของความเชื่อถือศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์แห่งเสาหลักเมือง ซึ่งอยู่ภายในศาล ที่ผู้คนยังคงแห่แหน จากทั่วสารทิศ นับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อพึ่งพาอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้คอยปกปักรักษา ปกป้องคุ้มภัย
|
|
|
|
|
|